Statistics Statistics
13800
Online User Online1
Today Today5
Yesterday Yesterday9
ThisMonth This Month148
LastMonth Last Month235
ThisYear This Year3,121
LastYear Last Year4,060

Tonality Breakdown : จุดแตกหักของดนตรียุคโทนอล และพัฒนาการของดนตรีในศตวรรษที่20

 

          โทนาลิตี เบรคดาวน์ (Tonality Breakdown) หมายถึง การแตกหักของยุคโทนาลิตี หรือ ดนตรีโทนอล (Tonal Music)
ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นยุคเอโทนาลิตี (Atonality) (Tonal Music หมายถึง ดนตรีที่มีรูปแบบตายตัวตามทฤษฏีดนตรี
ทางด้านอารมณ์หมายถึงดนตรีที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย)

          เริ่มแรกที่เกิดเสียงดนตรีคือยุค Early Music เริ่มจาก ค.ศ.5 ไปจนถึง 1690 ดนตรียุคนี้เป็นดนตรีที่ไม่มีคอร์ด หลังจากนั้นเริ่มเปลี่ยน
เป็นยุค Tonality Music เริ่มตั้งแต่ปี 1690 ไปจนถึง 1910 (หรือปัจจุบัน) และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นยุคของ Atonality เริ่มที่ปี 1910 ถึงปัจจุบัน
ยุคนี้คือยุคที่เกิดจุดเปลี่ยนของ Tonality Music หรือที่เรียกกันว่า Tonality Breakdown คือจุดแตกหักของ Tonality หรือเริ่มมีอะไรมากขึ้นกว่า
Tonality

          ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ภาษาดนตรีของ Brahms กับ wagner ถือเป็นบทสรุปของ Tonal Music ทั้งหมด กลายเป็น Recreation
หรือ ดนตรีเพื่อการรื่นเริง การเปลี่ยนแปลงของ Tonal Music เห็นได้ชัดจากโอเปร่าของ Richard Wagner ที่ชื่อว่า Tristan und Isolde หรือ
Tristan and Isolde

           Tristan und Isole เขียนขึ้นในปี 1857 - 1859 ซึ่งแสดงครั้งแรกที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมันในปี 1865 ถือเป็น Music Drama 
และเพลงนี้ Wagner เป็นคนเขียนทั้งเพลงและคำร้องที่เป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งสมัยนั้น ไม่มีดนตรีชาติใดๆสู้กลุ่ม German Speaking หรือ 
กลุ่มประเทศที่พูดภาษาเยอรมันได้เลย โดยเฉพาะประเทศออสเตรียสมัยนั้นยิ่งใหญ่กว่าเยอรมันมาก ในโอเปร่าบทนี้ Wagner ได้เขียน
คอร์ดๆหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Tristan Chord

          Tristan Chord โดยที่จริงๆแล้วนี้ก็คือคอร์ด French6 นั้นเอง ถ้าฟังเป็น Enharmonic 

          Richard Wagner นั้นได้กลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลด้านการเขียนเพลงให้กับนักประพันธ์เพลงหลายๆคน เช่น Bruckner, Hugo Wolf,
Mahler, และ Strauss คนพวกนี้จะเรียกว่า Wagnerian และอยู่ในช่วง Post Romantic 1900 - 1910 ยุค Post Romantic คือช่วงหลังยุค
Romantic แต่ยังคงความเป็นเพลงสไตล์ Romantic อยู่ ซึ่งในปี 1911 Gustav Mahler ได้เสียชีวิตลง และนั้นคือจุดจบของ Tonality Breakdown
อย่างแท้จริง

          ในช่วงปี 1900 - 1910 ได้มีนักประพัธ์เพลง 2คน ได้ฉีกความเป็น Romantic ทิ้งและเริ่มเข้าสู่เพลงที่เรียกกันว่าเพลงสมัยใหม่
คนแรกคือ Arnold Schoenberg ซึ่งเป็นผู้นำแนวทางการเขียนเพลงสมัยใหม่ของทางฝั่งเวียนนาหรือที่เรียกกันว่า The Viennese School
เพลงของ Schoenberg ที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นคือ Five Piece for Orchestra แต่งขึ้นในปี 1909 โดยเพลงนี้จะเห็ได้ชัดว่า Tone Color 
ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะท่อนที่ 3 ได้มีการใช้เทคนิคต่างๆเพิ่มเข้ามาเช่น String Harmonic, String Ponticello, Tremolos 
เรื่อง Harmony มีการใช้ Pantonal, Non Functional, Quartal, Quintal ส่วนเมโลดีมีการใช้ Disjunct Motive Fragments

          The Second Viennese School ก็ได้เติบโตขึ้นและมีนักประพันธ์เพลงหลายคนที่เขียนเพลงสไตล์นี้ เช่น Berg และ Webern
เพลงสมัยใหม่ของทางฝั่งเวียนนา จะรู้สึกว่ามันลึกลับ มืดมน สวนทางกับทางฝั่งของปารีส ซึ่งเรียกกันว่ากลุ่ม Impressionism ทำทีมโดย
Claude Debussy เพลงทางฝั่งนี้จะเปลี่ยนไปทางสว่าง เพลงของ debussy นั้น ก็ได้แต่งโดยสวนทางกับทฤษฎีทั้งหมด แต่ยังคงมีการใช้
Tension และ Release อยู่บ้าง เพลงของ Debussy เช่น LaMer แต่งเสร็จในปี 1905 ได้มีการใช้ดนตรี Folk Song หรือ ดนตรีพื้นเมือง
เข้ามาใส่ บันไดเสียงส่วนใหญ่เป็นบันได้เสียง Holdtone 2คีย์ ผสมกันอยู่เช่น  C D F Eb "D C Bb Ab" C D F Eb D C นี้คือธีมหลัง
ส่วนเมโลดีจะขนานกันเป็นส่วนใหญ่ เพลงในฝั่งปารีสนี้จะสว่างกว่าทางฝันของเวียนนา และต่อมาได้มีนักประพันธ์เพลงในกลุ่ม Impressionism
ขึ้นมามากมาย ได้แก่ M.Ravel เพลง Piano Concerto, I.Stravinsky เพลง The Rite of Spring, B.Bartok เพลง Concerto for Orchestra

 

                                                                                                                                                      อานนท์ ห่อสกุลสุวรรณ